History Careers Store Locator Feed Back GFA VDO 2007
English Thai
Pizza Corner

Press Coverage


เปิดกึ๋น 'GFA' ลงทุนในไทยยากที่สุด

ผู้จัดการรายสัปดาห์


บริษัท โกลบอล แฟรนชายส์ อาคิเทคส์ หรือ จีเอฟเอ มิใช่นักลงทุนหน้าใหม่ แต่เป็นนักลงทุนหน้าเก่าที่มีความเก๋าอยู่ในวงการกาแฟสดมานานหลายปี โดยเริ่มเข้าทำธุรกิจแฟรนไชส์ในไทยเมื่อปี 2540 ภายใต้แบรนด์แรกคือ "คอฟฟี่เวิลด์" ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนมีสาขาในปัจจุบัน 60 กว่าสาขา และจะเปิดอีก 24 สาขาก่อนปลายปีนี้ และปีนี้จีเอฟเอพร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ "พิซซ่า คอร์เนอร์" ที่ตั้งเป้าไว้ถึง 100 สาขาในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมเตรียมเปิด "เดอะครีมแอนด์ฟัดจ์" และ "นิวยอร์กเดลี่" อีก 10-15 สาขา

"เฟรด มูอาวาร์ด" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจีเอฟเอ เปิดเผยกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์" ถึงบทบาทธุรกิจ แผนการตลาด และทิศทางต่อไปของจีเอฟเอในไทย และตลาดโลกไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

บทบาทของ GFA ในตลาดไทย
GFA เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ทั้ง 4 แบรนด์ คือ คอฟฟี่เวิลด์, พิซซ่า คอร์เนอร์, นิวยอร์ก เดลี่ และเดอะครีมแอนด์ฟัดจ์ และอีกหน้าที่หนึ่งคือผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยซื้อแฟรนไชส์ของ GFA ไปทำ เราไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของธุรกิจ แต่เราอยากให้คนไทยทำแฟรนไชส์ด้วย เราเป็นบริษัทที่มีความคิดริเริ่มสูง และมีอาร์แอนด์ดีที่ดี เรามีการคิดค้นสูตรใหม่ๆ มาเรื่อยๆ และพัฒนาสูตรเฉพาะ

ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนในไทย
ในการที่จะเลือกลงทุนประเทศใดประเทศหนึ่งจะต้องใช้ระยะเวลา ทั้งในด้านการเลือกโลเกชั่นของแต่ละแบรนด์ และการสร้างความคุ้นเคยของแบรนด์ให้กับผู้บริโภค ผมไม่ได้มองเห็นแค่ในระยะสั้น แต่มองถึงอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า ผมเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยตั้งแต่ปี 2540 ผมเห็นว่าแบรนด์ของ GFA สามารถโตและสร้างรายได้เพิ่มได้ไม่ใช่หยุดแค่ตรงนี้จะเห็นได้จากการที่ผมพยายามขยายสาขาของคอฟฟี่เวิลด์ และพิซซ่า คอร์เนอร์

แต่ผมก็เห็นว่าการทำธุรกิจแฟรนไชส์ในไทยเป็นสิ่งที่ยาก เพราะ 1.ผู้บริโภคค่อนข้างรู้สึกกับเรื่องของราคาทำให้เราไม่สามารถตั้งราคาได้สูงกว่านี้ ในขณะที่ประเทศอื่นเราสามารถตั้งราคากาแฟได้สูงกว่า 50% 2.ค่าเช่าสถานที่ค่อนข้างสูง 3.คู่แข่งมาก ทั้งด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตอนนี้ถือว่าผมผ่านพ้นวิกฤตการที่ว่ายากไปได้ผมก็เห็นว่าง่ายแล้วถ้าจะไปเปิดที่ประเทศอื่น

ถ้าถามว่าโพซิชั่นของ GFA จะเหมือนกับไมเนอร์กรุ๊ปหรือเปล่าผมว่าไม่เหมือน อย่างไมเนอร์กรุ๊ปเขาซื้อแฟรนไชส์จากต่างประเทศแล้วมาขยายในไทยที่เดียว ในขณะที่เราขยายสาขาทั้งใน จีน พม่า อินเดีย และไทย ซึ่งเรามองว่าเราแข็งแกร่งเพราะเรายังเป็นทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้สร้างแบรนด์และแฟรนไชส์ซอร์ ซึ่งตรงนี้เรามีโอกาสดีกว่า

ทั้ง 4 แบรนด์ ให้น้ำหนักกับแบรนด์ใดมากที่สุด
ผมให้ความสำคัญเท่ากัน แต่จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ Requirement ของแต่ละ Factor อย่างเช่น พิซซ่า คอร์เนอร์เป็นธุรกิจด้านเทคอะเวย์ ซึ่งง่ายต่อการขยายธุรกิจแต่ไอศกรีมเดอะครีมแอนด์ฟัดจ์คือราคาค่อนข้างแพงจึงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละตลาด แต่ปีนี้ผมจะเน้นพิซซ่า คอร์เนอร์เป็นหลักเพราะพึ่งออกสู่ตลาด แต่แบรนด์ที่จะไปได้เร็วในตลาดคือคอฟฟี่เวิลด์จะเป็นอันดับแรกเพราะมีสาขามากสุด

ส่วนพิซซ่า คอร์เนอร์ จะเป็นแบรนด์ที่ 2 สำหรับเดอะครีมแอนด์ฟัดจ์กับนิวยอร์กเดลี่จะเจาะกลุ่มแต่เฉพาะที่เป็นพรีเมียมส่วนกลยุทธ์วิธีการตลาดที่ผมคิดว่าดีที่สุดและเข้าถึงตัวลูกค้า คือต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี และเลือกโลเกชั่นที่เหมาะสม นอกจากนั้นจะการโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และการสร้างกิจกรมมทางการตลาด ส่งจดหมายเชิญชวนลูกค้า และไดเรกเมล์

แผนการทำตลาดในไทยของ GFA
เรามีงบ 150 ล้านบาทสำหรับการขยายสาขาของพิซซ่า คอร์เนอร์ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2552 ผมมีแผนว่าจะเปิดพิซซ่า คอร์เนอร์ให้ได้ 100 สาขา โดย 50% ของ 100 สาขาจะเป็นสาขาแฟรนไชส์ ผมมองว่าการขยายสาขาของพิซซ่า คอร์เนอร์หลายๆ สาขาไม่น่าจะมีปัญหา เพราะโลเกชั่นที่พิซซ่า คอร์เนอร์เข้าไปตั้งคือตามพวกโรงหนัง ตามปั๊มน้ำมัน อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ดิสเคานต์สโตร์ และย่านธุรกิจต่างๆ ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีคนทำด้านเมคอะเวย์เท่าไหร่ เราจึงพยายามที่จะเข้าไปเจาะด้านเทคอะเวย์

ส่วนเดอะครีมแอนด์ฟัดจ์ และนิวยอร์กเดลี่จะขยายสาขาร่วมกัน 10-15 สาขาไม่มากไปกว่านี้ภายในปี 2006 เพราะว่ากลุ่มเป้าหมายของทั้งคู่เป็นพรีเมียม ดังนั้น โลเกชั่นที่จะเปิดจะต้องเป็นเกรดเอ ส่วนคอฟฟี่เวิลด์ตอนนี้มี 60 กว่าสาขา และจะมีอีก 24 สาขาภายในสิ้นปีนี้

เราจะมีการเปิด 2 แบรนด์อยู่ในโลเกชั่นเดียวกันแทนที่จะเปิดแบรนด์เดียว (Community Store) โดยจะเปิดมากกว่าหนึ่งแบรนด์อีกอย่างน้อย 20-25% ของสาขาทั้งหมด ซึ่งการเปิดแบบนี้เราเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองและเป็นเจ้าแรกไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร เราชูคอนเซ็ปต์อันนี้เพื่อเป็นจุดขายให้กับแฟรนไชซีที่จะเข้ามาลงทุน และสร้างความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่เปิดให้กับแฟรนไชซี และมีการเปิดสาขาแรกที่รองรับทั้ง 4 แบรนด์ที่หัวหิน อยู่ที่โครงการสายลมวิลเลจซึ่งจะเปิดเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นเดือนแรก

เศรษฐกิจมีผลต่อการใช้บริการ/การตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ของ GFA หรือไม่
ไม่ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจแย่แค่ไหน ตลาดพรีเมี่ยมจะกระทบน้อยที่สุด แต่ผู้บริโภคก็มีการเลือกสรรในการใช้สอยสิ่งต่างๆ มากขึ้น ส่วนในแง่ของการเลือกลงทุนของแฟรนไชซีถามว่าได้รับผลกระทบมั้ย ถ้าแฟรนไชซีจะเลือกลงทุนกับผมจะต้องมีเงิน 1.5-3 ล้านบาท แต่ผมมองว่าแฟรนไชซีจะเลือกลงทุนกับแบรนด์ไหนก็ตามหลักสำคัญคือเขาจะต้องได้รับการซัปพอร์ตที่ดีจากตัวแบรนด์เจ้าของแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งผมคิดว่า GFA เองเป็นบริษัทที่มีศักยภาพทางด้านการให้คำแนะนำ และซัปพอร์ตก็คือร้านของเราเป็นยังไงร้านของแฟรนไชซีก็จะเป็นมาตรฐานเดียวกับเรา

ผมจะซัปพอร์ตแฟรนไชซีเริ่มตั้งแต่การคัดสรรพนักงานที่จะเข้าร้าน การเทรนด์พนักงาน รวมไปถึงดีไซน์ภายในของร้าน และดูแลควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพที่ดีไม่ใช่แค่การรับเงินแล้วจบไปแต่มีการดูแลควบคุมกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพด้วย

เป้าหมายขยายสาขาในต่างประเทศ
แต่ละประเทศตอนนี้เรายังมีไม่ครบ 4 แบรนด์ ในอินเดียมีพิซซ่า คอร์เนอร์ กับคอฟฟี่เวิลด์ ส่วนอีก 2 แบรนด์จะเข้าอินเดียปีหน้า ในพม่าเปิดพิซซ่า คอร์เนอร์มา 5 ปีแล้วและปีหน้าจะเปิดคอฟฟี่เวิลด์ ส่วนในจีนจะเปิดพิซซ่า คอร์เนอร์ คอฟฟี่เวิลด์ และเดอะครีมแอนด์ฟัดจ์ปลายปีนี้ ต่อไปจะมีการขยายสาขาไปยังประเทศแถบตะวันออกกลางอีก และเราก็จะขยายสาขาไปยังตลาดยุโรปแต่คงต้องใช้เวลาหน่อย และต้องใช้ความระมัดระวัง ผมคิดว่าจะเข้าไปยังตลาดต่างประเทศทางยุโรปคงจะใช้เวลาจากนี้อีกประมาณ 10 ปี

การที่เราเลือกขยายสาขาไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้ เพราะเรามองว่าแบรนด์ของเราเป็นยูนิเวอร์เซลทั้งพิซซ่า คอร์เนอร์ เดอะครีมแอนด์ฟัดจ์ คอฟฟี่เวิลด์ คือทุกคนทุกเชื้อชาติชอบทานและเพื่อให้เข้ากับแต่ละภูมิภาคเราจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามภูมิภาค อย่างในอินเดียพิซซ่าก็ต้องใส่เครื่องเทศเยอะหน่อย

ผมมองเห็นว่าการเจริญเติบโตทางด้านเอเชียและศักยภาพของเอเชียจะโตได้เร็วกว่าทุกที่ในโลกใน 5-10 ปีข้างหน้า ผมมองศักยภาพของตลาดด้วยอย่างในเมืองจีนผมเห็นว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าจีนจะเจริญเติบโตสูงผมเลนเข้าไปเปิด ผมไม่รู้ว่ากลุ่มนักลงทุนคนอื่นเห็นอย่างนี้หรือเปล่า แต่ผมคิดว่าโมเดลธุรกิจหรือรูปแบบธุรกิจของผมเป็นอะไรที่ไม่มีใครเหมือน คือ GFA จะสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาและพัฒนาแบรนด์แล้วจึงจะขายแฟรนไชส์อันนี้ถือเป็นจุดเด่นของ GFA

วางอนาคตของ GFA ไว้อย่างไร
ในอนาคต GFA จะเป็นหนึ่งในด้านระบบการบริหารแฟรนไชส์ และต้องการติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และอยากจะให้ทั้ง 4 แบรนด์มีสาขาทั่วเอเชีย 1,000 สาขาในอีก 5 ปีครึ่ง ภายใต้ปรัชญาเดียวกันคือ คุณภาพ สำหรับการสร้างแบรนด์ใหม่ ณ ปัจจุบันนี้ผมมีความชำนาญด้านอาหาร การขยายในอนาคตก็จะยังคงเป็นเรื่องของอาหารแต่อาจจะเป็นไลน์อื่นๆ และคงไม่ใช่การขยายในช่วงเวลาอันใกล้นี้ เราไม่ได้เร่งรีบในการที่จะสร้างแบรนด์ไม่ใช่คิดว่าจะต้องมี 10 แบรนด์ แต่ต้องการทำให้ 4 แบรนด์ที่มีอยู่มีความเข้มแข็งมั่นคง แต่ที่เน้นจริงๆ คือ การทำให้มีคุณภาพและแข็งแรงมั่นคง

More news >>